Category Archives: การศึกษา

ความสวยงามของโบสถ์วัดแม่พระปฏิสนธินิรมล นิกายโรมันคาธอลิก

fadc8ca05462f530de861688f624c804โบสถ์วัดแม่พระปฏิสนธินิรมล หรือโบสถ์คริสต์เมืองจันทร์ เป็นโบสถ์คริสต์นิกายโรมันคาทอลิกหนึ่งเดียวในอำเภอเมืองจันทบุรี วัดคาทอลิกแห่งนี้นับเป็นวัดขนาดใหญ่ที่มีความเก่าแก่ยืนหยัดผ่านกาลเวลามากว่าศตวรรษ และมีความงดงามมากที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศ ผู้ที่สนใจสามารถไปเที่ยวชมโบสถ์วัดแม่พระปฏิสนธินิรมลได้ที่ในย่านท่าหลวงหรือชุมชนตลาดล่าง ที่นับว่าเป็นหนึ่งในย่านที่เก่าแก่ของเมืองจันท์ สามารถเดินทางเข้าทางเดียวกับวัดไผ่ล้อม เมื่อถึงวัดไผ่ล้อมแล้วเดินทางต่อไปอีกราว 1 กิโลเมตร หรือจากตัวเมืองเดินทางข้ามสะพานวัดจันท์ไปตามถนนจันทนิมิตรจะพบทางแยกขวาไปโบสถ์คาทอลิก เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 06.00-07.00 น. และ 18.00-19.45 น.

เป็นวัดที่มีประวัติการสร้างยาวนานถึง 275 ปี ซึ่งได้มีการสร้างครั้งแรกในปี พ.ศ. 2254 บนฝั่งตะวันตกของเม่น้ำจันทบุรี โพยคุณพ่อเฮิ้ต โตแลนติโน และบรรดาคาทอลิกชาวญวน จนถึงปี พ.ศ. 2377 ได้มีการย้ายวัดมาสร้างบนฝั่งตะวันออกของเม่น้ำจันทบุรี อันเป็นสถานที่ตั้งปัจจุบัน โดยมิได้มีการบันทึกถึงสาเหตุของการย้ายแต่ประการใด และในปี พ.ศ. 2446 ได้ก่อสร้างวัดหลังปัจจุบันขึ้นให้มีขนาดใหญ่กว่าวัดหลังเก่าเพื่อรองรับกับจำนวนคริสตศาสนิกชนที่เพิ่มมากขึ้น โดยมีลักษณะเป็นสถาปัตยกรรมตะวันตกแบบโกธิค ซึ่งจำลองแบบมาจากโบสถ์น็อตเตอร์ดามในประเทศฝรั่งเศส เดิมมีหลังคาเป็นยอดแหลม แต่ได้มีการรื้อส่วนแหลมออกในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อไม่ให้เป็นเป้าหมายในการโจมตีทางอากาศ

โบสถ์วัดแม่พระปฏิสนธินิรมล ตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกับโรงเรียนสตรีมารดาพิทักษ์ เป็นโบสถ์คริสต์นิกายโรมันคาธอลิก มีลักษณะตามศิลปะแบบโกธิก เดิมมีหลังคาเป็นยอดแหลมแต่ได้มีการรื้อส่วนแหลมออกในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อไม่ให้เป็นเป้าหมายในการโจมตีทางอากาศ มีการตกแต่งโบสถ์ไม้ฉลุลายประดับกระจกสีเป็นรูปนักบุญในศาสนาคริสต์ รูปปั้นพระแม่มารีสีหน้าสงบ เปี่ยมประกายเมตตา ยืนอยู่หน้าวิหารทรงโกธิกซึ่งดูยิ่งใหญ่ หากภายในกลับมีแต่ความสงบเย็นและงดงามด้วยศิลปะตกแต่งแบบยุโรป อาคารอันงดงามนี้ยืนหยัดผ่านกาลเวลามากว่าศตวรรษ โบสถ์แม่พระปฏิสนธิจึงมิเพียงเป็นโบสถ์ที่สวยงามที่สุดเท่านั้น หากยังเป็นศูนย์รวมศรัทธาของผองชาวคริสต์ทั้งปวง มิเพียงเฉพาะเมืองจันทบูรแต่ครอบคลุม ไปทั่วฝั่งทะเลตะวันออกเลยทีเดียว

พิธีล้างบาปตามความเชื่อของศาสนาคริสต์

Jan 11, 2015 - The Solemnity of the Baptism of the Lord_1พิธีศีลล้างบาปเป็นพิธีศักดิ์สิทธิ์ในศาสนาคริสต์ ทำขึ้นเพื่อรับผู้ที่เพิ่งรับเชื่อเข้าเป็นสมาชิกใหม่ของคริสตจักร ซึ่งขั้นตอนและพิธีกรรมนั้นตามความเชื่อของศาสนาคริสต์เชื่อกันว่าผู้นับถือศาสนาคริสต์ทุกคนต้องผ่านพิธีศีลล้างบาปเสียก่อนจึงจะเป็นชาวคริสต์ที่สมบูรณ์ การรับศีลล้างบาปรับได้ครั้งเดียวเท่านั้นแล้วไม่ต้องรับอีกจนตลอดชีวิต ซึ่งขั้นตอนคือผู้ที่เข้าพิธีต้องจุ่มตัวลงไปในน้ำจนมิด แสดงถึงการถูกฝังร่วมกับพระคริสต์ จากนั้นจึงโผล่ขึ้นมาจากน้ำแสดงถึงการฟื้นคืนพระชนม์ ซึ่งพิธีดังกล่าวใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง แม้ผู้ที่ผ่านพิธีศีลล้างบาปแล้วจะเปลี่ยนไปนับถือศาสนาอื่น และต่อมาได้กลับมานับถือศาสนาคริสต์อีกก็ไม่ต้องรับศีลล้างบาปอีกแล้ว ส่วนที่เรียกว่าศีลล้างบาปเพราะคริสตศาสนาเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนมีบาปติดตัวมาตั้งแต่เกิดเรียกว่าบาปกำเนิด บาปนี้ติดมาจากบรรพบุรุษซึ่งตามพระคัมภีร์เก่าว่ามาจากมนุษย์คู่แรกคืออาดัมและอีฟ

การรับศีลนี้เป็นการแสดงสัมพันธภาพระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ อันเป็นการแสดงความมั่นคงทางจิตใจ หรือเป็นการรับพระจิตให้มาอยู่ในตน ดังนั้นผู้ที่จะเข้ารับศีลนี้ควรอยู่ในวัยที่รู้เหตุผล นั่นคือมีอายุประมาณ 9-14 ปี ในการโปรดศีลกำลังเป็นศีลที่พระศาสนจักรอัญเชิญพระจิตเจ้าเสด็จลงมาเหนือผู้รับ และประทานพระพรพิเศษให้ผู้รับ และประทานพระพิเศษให้ผู้รับได้มีพลังและปรีชญาณในการทำหน้าที่ของคริสตชน ในฐานะที่มีภารกิจร่วมกับพระเยซูคริสต์ผู้ทรงเป็น สงฆ์ ประกาศก และกษัตริย์ เหมือนสมัยอัครสาวก

พิธีล้างบาปสืบเนื่องมาจากความเชื่อของพวกอิสราเอลนับตั้งแต่ยุคพันธสัญญาเดิมที่เชื่อกันว่าการชำระล้างด้วยน้ำเป็นเครื่องหมายของการชำระทางจิตใจ การทำบัพติศมาหรือการทำพิธีล้างบาปนี้ นักบุญจอห์นเคยทำให้กับพระเยซูที่แม่น้ำจอร์แดนและพระเยซูเคยมีคำสั่งให้ผู้ที่จะเป็นสาวกนั้นต้องรับศีลล้างบาปในนามของพระบิดา พระบุตร และพระจิต ชาวคริสต์นับตั้งแต่ยุคแรกจนถึงปัจจุบันนี้จึงได้ถือปฏิบัติตามกันมา เพราะเชื่อว่าเป็นการชำระตนให้บริสุทธิ์จากบาป ยืนยันความเชื่อในพระคริสต์เจ้าผู้ทรงคืนชีพ ศีลล้างบาปเป็นศีลแรกที่ทุกคนต้องรับเพื่อที่จะเป็นสมาชิกของพระศาสนจักร คนที่จะรับศีลนี้ต้องแน่ใจว่าจะละทิ้งหนทางที่ไร้ความรัก ความเมตตาต่อมนุษยชาติ และหันมารับเอาหนทางของพระเยซูคริสต์

ศาสนาคริสต์ เป็นศาสนาแห่งสัมพันธภาพระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์

ศาสนาคริสต์ มีจุดเริ่มต้นที่พระเจ้าทรงเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่ง เชื่อว่ามีพระเจ้าเที่ยงแท้แต่พระองค์เดียว ทรงเป็นผู้สร้างโลก จักรวาล สรรพสัตว์ สรรพสิ่งทั้งปวง และมนุษย์เป็นผู้สูงสุดของสิ่งทรงสร้าง คือ เป็นพระฉายาของพระเจ้า ประกอบด้วยความรัก ความดี มีมโนธรรมในจิตสำนึกแห่งจิตวิญญาณ

ศาสนาคริสต์ เป็นศาสนาแห่งสัมพันธภาพระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ ตั้งแต่มนุษย์คู่แรกของโลกที่พระองค์ทรงสร้าง คือ อาดัมและเอวา พระองค์ทรงอำนวยพระพรและทรงประทานสิทธิอำนาจให้เป็นผู้ปกครองดูแลโลกนี้ขยายพงศ์พันธุ์ไปทั่วโลก มีลูกมีหลานสืบทอดกันมาจวบจนปัจจุบันราว ๒, ๐๐๐ ปีก่อนคริสตกาล พระเจ้าทรงเรียกชายผู้หนึ่งมีนามว่า อับราฮัม เป็นผู้มีจิตใจศรัทธาในพระเป็นเจ้าให้ดำเนินชีวิตในทางชอบธรรมและดีงาม สัญญาว่าจะอวยพรแก่เขาให้เป็นบรรพชนของชนชาติใหญ่ อับราฮัมมีบุตรชื่อ อิชมาเอลและอิสอัค เชื้อสายทางอิสอัค มียาโคบ ( อิสราเอล) เป็นบิดาของคน ๑๒ ตระกูล ต่อมา ทั้งหมดย้ายไปตั้งถิ่นฐานในประเทศอียิปต์จนมีพงศ์พันธุ์มากมายเป็นชาติเรียกว่า ชาวฮีบรู หรือ ( ชาวยิว) ขณะที่ชาวฮีบรูอาศัยอยู่ในประเทศอียิปต์รวมเวลากว่า ๔๐๐ ปี ฟาโรห์กษัตริย์อียิปต์ได้ใช้ให้ชนชาวฮีบรูทำงานเยี่ยงทาส ต่อมา พระเจ้าได้ทรงเรียกโมเสสให้เป็นผู้ปลดปล่อยชาวฮีบรูให้พ้นจากการเป็นทาสในประเทศอียิปต์ พวกเขาได้อพยพมาตั้งถิ่นฐานในดินแดนใหม่ เรียกว่า แผ่นดินคานาอัน ( อิสราเอลในปัจจุบัน) ชาวยิวตั้งรกรากในแผ่นดินใหม่ในฐานะประเทศอิสราเอล มีกษัตริย์องค์แรกชื่อ ซาอูล ต่อมา ดาวิด ซาโลมอน และเชื้อสายปกครองเรื่อยมา อิสราเอลเคยตกเป็นเชลยแก่อาณาจักรอัสซีเรีย ( ก่อนคริสต์ศักราช ปี ๗๒๒) อาณาจักรบาบิโลน ( ก่อนคริสต์ศักราช ปี ๕๘๖) อาณาจักรเปอร์เซีย อาณาจักรกรีก และอาณาจักรโรมัน เป็นลำดับมาชาวฮีบรูรอคอยพระผู้ช่วยให้รอด ( พระเมสสิยาห์) โดยเชื่อว่า พระเจ้าจะประทานบุคคลนั้นมาช่วยพวกเขาปลดแอกจากการครอบครองของพวกศัตรู คือ พวกโรมันในขณะนั้น จนกระทั่งเมื่อได้เวลาครบกำหนด ( กาลาเทีย ๔: ๔) พระเจ้าได้ทรงเสด็จมาบังเกิดเป็นมนุษย์ เป็นพระเมสสิยาห์ เป็นองค์พระผู้ช่วยให้รอดของมนุษย์โลก คือ “ พระเยซูคริสต์เจ้า” นั่นเอง

ฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่นับถือศาสนาคริสต์มากที่สุดในเอเชีย

PHILIPPINES-VATICAN-RELIGION-POPEฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่ประกอบด้วยเกาะจำนวน 7,107 เกาะ ตั้งอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิก ห่างจากเอเชียแผ่นดินใหญ่ทางตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 100 กม.และมีลักษณะพิเศษคือเป็นประเทศเพียงหนึ่งเดียวที่มีพรมแดนทางทะเลที่ติดต่อระหว่างกันยาวมากที่สุดในโลก นิวสเปน (พ.ศ. 2064-2441) และสหรัฐอเมริกา (พ.ศ. 2441-2489) ได้ครองฟิลิปปินส์เป็นอาณานิคมเป็นเวลา 4 ศตวรรษ และเป็นสองอิทธิพลใหญ่ที่สุดต่อวัฒนธรรมของฟิลิปปินส์ หลังจากนั้นนักบวชศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกได้แปรศาสนาของชาวเกาะทั้งหมดให้หันมานับถือศาสนาคริสต์ ปัจจุบันร้อยละ 92 ของชาวฟิลิปปินส์ทั้งหมดนับถือศาสนาคริสต์ โดยร้อยละ 83 นับถือนิกายโรมันคาทอลิก และร้อยละ 9 เป็นนิกายโปรเตสแตนต์ ฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่มีประชากรนับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกอันดับ 4 ของโลก นิกายโปรเตสแตนต์อันดับ 13 ของโลก ศาสนาอิสลามอันดับที่ 40 ของโลก ศาสนาฮินดูอันดับที่ 7 ของโลก และพระพุทธศาสนาอันดับที่ 17 ของโลก

นิกายโรมันคาธอลิค เป็นนิกายที่สเปนนำเข้ามเผยแพร่ในฟิลิปปินส์ ในระหว่างที่สเปญปกครองฟิลิปปินส์ คนฟิลิปปินส์ให้การยอมรับนับถือนิกายนี้มาก และศาสนาคริสต์มีอิทธิพลในวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของชาวฟิลิปปินส์มาก นอกจากนี้การนับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาธอลิคยังสามารถมีสิทธิในการยกเว้นภาษีและได้รับผลประโยชน์อื่นๆอีกด้วย เพราะบาทหลวงจะเป็นผู้คอยปกป้องบุคคลเหล่านั้นตลอดเวลา ด้วยสาเหตุดังกล่าวคริสตศาสนาจึงเป็นศาสนาประจำชาติของฟิลิปปินส์ในปัจจุบัน หลังจากที่สหรัฐฯ เข้ามามีบทบาทในการปกครองฟิลิปปินส์แล้ว สหรัฐฯได้ให้สิทธิและเสรีภาพแก่ชาวฟิลิปปินส์อย่างมาก และเปิดโอกาสให้ประชาชนมีเสรีภาพในการนับถือศาสนาและได้นำเอานิกายโปรเตสแตนท์เข้ามาเผยแพร่ในฟิลิปปินส์ด้วย

ชาวตะวันตกที่เดินทางเข้ามายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยมีแรงจูงใจ

–เพื่อแสวงผลประโยชน์ทางการค้า เนื่องจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อุดมไปด้วยเครื่องเทศ พริกไทย และสินค้าจากป่า ซึ่งเป็นสินค้าที่ชาติตะวันตกมีความต้องการสูง
–เพื่อต้องการคุมเส้นทางทางการค้าจากตะวันตกสู่ตะวันออกโดยแข่งกับพวกมุสลิม โดยเน้นเส้นทางการค้าทางทะเลระหว่างจีนและอินเดีย ก็ยังมีแรงจูงใจในเรื่องการเผยแพร่ศาสนาและอุดมการณ์ทางการเมือง
–เพื่อต้องการเผยแพร่ศาสนาไปในดินแดนไกลๆควบคู่ไปกับการทำการค้า เป็นนัยยะสำคัญเพื่อให้ปกครองคนพื้นเมืองให้ง่ายขึ้น แต่ก็มีปัญหาการต่อต้านมากมายจากชนพื้นเมือง
–สันตะปาปาที่กรุงโรม ทรงมีนโยบายสนับสนุนกษัตริย์ของประเทศในยุโรป ซึ่งนับถือคริสต์ศาสนานิกายโรมันคาทอลิก โดยเฉพาะโปรตุเกส สเปน และฝรั่งเศส ให้ส่งมิชชันนารีเดินทางไปเผยแพร่ศาสนาในต่างแดน
–เผยแพร่อุดมการณ์ทางการเมือง เพราะมีความเชื่อมั่นว่าตนเป็นชาติที่เจริญแล้ว เป็นหน้าที่หลักของคนผิวขาวที่จะนำพาความเจริญสู่คนพื้นเมือง
–ในคริสศตวรรษที่ ๑๘ ชาติตะวันตกมีความตื่นตัวในการพัฒนาอุตสาหกรรม จึงมีความต้องการวัตถุดิบ และตลาดในการระบายสินค้าเพื่อตอบสนองให้เพียงพอต่อความต้องการที่สูงขึ้น

การเผยแพร่ศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกในประเทศไทย

ศาสนาคริสต์ถือเป็นศาสนาที่มีประวัติการเผยแผ่มายาวนานหลายศตวรรษและมีความสำคัญต่อบริบทการเปลี่ยนทางสังคมหลายด้านไม่ว่าจะเป็นการแพทย์ วิทยาศาสตร์ และการศึกษา สำหรับสาระและพัฒนาการทางศาสนาสำหรับประเทศไทยนั้น คริสต์ศาสนาเผยแผ่ครั้งแรกในประเทศไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยา ช่วงรัชสมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชา ตรงกับประมาณ พ.ศ.2127 โดยคณะแรกที่เข้ามาแบ่งเป็น 3คณะใหญ่คือ คณะโดมินิกัน(Dominican) คณะฟรังซิสกัน(Franciscan) และคณะเยซูอิต(Jesuit) สำหรับบาทหลวงที่มาประจำในประเทศส่วนใหญ่จะเป็นชาวโปรตุเกส ในช่วงแรกศาสนาคริสต์ถูกกีดกันเป็นอย่างมากด้วยเหตุผลหลายๆประการ มิชชันนารีในสมัยนั้นจึงนิยมเผยแผ่ศาสนาและปฏิบัติศาสนกิจต่างๆให้เฉพาะกับคนชาติเดียวกันเท่านั่น

ฝรั่งเศส เข้ามาได้เมืองขึ้นในอินโดจีน เช่น เวียดนาม กัมพูชา ลาว โดยลักษณะเดียวกับโปรตุเกสและสเปน คือล่าเมืองขึ้นและเผยแพร่ศาสนาพร้อมกัน แต่ไม่ประสบผลสำเร็จนัก ทำให้อิทธิพลของศาสนาคริสต์ในกลุ่มประเทศนี้มีน้อย อาจเพราะการมุ่งผลทางการเมืองและเศรษฐกิจของผู้ปกครองจักรวรรดินิยมทั้งก่อนหน้าและขณะนั้น ทำให้จุดมุ่งหมายที่ดีงามทางศาสนาถูกผู้คนในประเทศพื้นเมืองตั้งทัศนคติว่ามีเจตนาแอบแฝงเสียส่วนใหญ่ ไม่ว่ามิชชันนารีจะมีเจตนาแอบแฝงจริงหรือไม่ก็ตาม ขณะที่ประเทศไทยรอดพ้นจากการเป็นเมืองขึ้น ส่วนหนึ่งอาจเพราะการเปิดเสรีในการเผยแพร่ศาสนา ทำให้ลดความรุนแรงทางการเมืองลง

ศาสนาคริสต์ที่เผยแพร่ในไทยเป็นครั้งแรกตรงกับสมัยกรุงศรีอยุธยา ตั้งแต่รัชสมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชา ประมาณ พ.ศ. 2127 (ค.ศ. 1584) โดยนิกายแรกที่เข้ามาเผยแพร่คือนิกายโรมันคาทอลิก ซึ่งมีทั้งคณะดอมินิกัน คณะฟรันซิสกัน และคณะเยสุอิต บาทหลวงส่วนมากมาจากโปรตุเกส

ระยะแรกที่ยังถูกปิดกั้นทางศาสนา มิชชันนารีจึงเน้นการดูแลกลุ่มคนชาติเดียวกัน กระทั่งรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ประเทศไทยได้มีสัมพันธภาพอันดีกับฝรั่งเศส ตรงกับรัชสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ทำให้มีจำนวนบาทหลวงเข้ามาเผยแพร่ศาสนามากขึ้น และการแสดงบทบาททางสังคมมากขึ้น บ้างก็อยู่จนแก่หรือตลอดชีวิตก็มี ด้านสังคมสงเคราะห์ มีการจัดตั้งโรงพยาบาล ด้านศาสนา มีการตั้งเซมินารีคริสตัง เพื่อผลิตนักบวชพื้นเมือง และมีการโปรดศีลอนุกรมให้นักบวชไทยรุ่นแรก และจัดตั้ง คณะรักกางเขน เมื่อสิ้นรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชแล้ว ศาสนาคริสต์กลับไม่ได้รับความสะดวกในการเผยแพร่ศาสนาเช่นเดิม เพราะถูกจำกัดขอบเขต ถูกห้ามประกาศศาสนา ถูกห้ามเขียนหนังสือศาสนาเป็นภาษาไทย และภาษาบาลี ประกอบกับพม่าเข้ามารุกรานประเทศไทย บาทหลวงถูกย่ำยี โบสถ์ถูกทำลาย มิชชันนารีทั้งหลายรีบหนีออกนอกประเทศ การเผยแพร่ศาสนาคริสต์ยุติในช่วงเสียเอกราชให้พม่า

เมื่อเข้าสู่ราชวงศ์จักรีแล้ว ชาวคริสต์อพยพเข้ามามากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงเปิดเสรีการนับถือศาสนา และทรงประกาศพระราชกฤษฎีกา ให้ทุกคนมีสิทธิในการนับถือศาสนาใดก็ได้ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แม้ว่าสัมพันธภาพระหว่างไทยกับฝรั่งเศสไม่ดีนัก แต่พระองค์ก็ทรงรับรองมิสซังโรมันคาทอลิกเป็นนิติบุคคล

ด้านสังคมสงเคราะห์ในรัชสมัยนี้ พระราชทานเงินทุนในการก่อสร้างโรงเรียน เกิดโรงเรียนอัสสัมชัญ ในพ.ศ. 2420 (ค.ศ.1877) ภายหลังเกิดโรงเรียนอีกหลายแห่ง เช่น โรงเรียนอัสสัมชัญคอนแวนต์ โรงเรียนเซนต์ฟรังซีสเซเวียร์ และโรงเรียนพยาบาลเซนต์หลุยส์

การนำหลักธรรมศาสนาคริสต์มาใช้ในการดำรงชีวิตเพื่อเสริมสร้างมนุษย์สัมพันธ์


ศาสนาคริสต์ เป็นศาสนาที่มีผู้นับถือมากที่สุดศาสนาหนึ่ง มีลักษณะ เป็นศาสนาเทวนิยม ซึ่งนับถือพระเจ้าองค์เดียว คือ พระยะโฮวา หรือ พระยาเวห์ คำว่า “คริสต์” มาจากภาษากรีกว่า “คริสตอล” แปลว่า ผู้ได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนของพระเจ้า ศาสนาคริสต์ เป็นศาสนา ที่เน้นการมอบความรักที่บริสุทธิ์ให้แก่กัน เพราะหลักการของศาสนาคริสต์ ถือว่า มนุษย์ทุกคน เป็นบุตรของพระเจ้า

ทุกศาสนาสอนให้ละเว้นการกระทำความชั่วและทำแต่ความดีทั้งสิ้น เพื่อให้ศาสนิกชนทั้งหลายเป็นคนดีนั่นเอง ถึงแม้แนวทางปฏิบัติของแต่ละศาสนาอาจมีข้อแตกต่างกันไป หลักสำหรับเป็นข้อปฏิบัติ ศาสนาคริสต์มีบัญญัติ 10ประการ นศาสนาคริสต์พระเยซูทรงสอนว่า จงรักพระเจ้าอย่างสุดใจสุดความคิด และสุดกำลัง และจงรักเพื่อนมนุษย์เหมือนรักตัวเอง

พิธีกรรมที่สำคัญในคริสต์ศาสนา
พิธีกรรมที่สำคัญในคริสต์ศาสนา เรียกว่า พิธีศักดิ์สิทธิ์ 7 ประการ ได้แก่ ศีลจุ่ม หร้อศีลล้างบาป ศีลกำลัง ศีลมหาสนิท ศีลสมรส ศีลสารภาพบาป ศีลเจิมครั้งสุดท้าย หรือศีลเจิมคนไข้ ศีลเข้าบวชหรือศีลอนุกรม ในพิธีกรรมทั้งหมดนี้ นิกายโรมันคาทอลิก และนิกายออร์ธอด็อกซ์ จะปฏิบัติทั้ง 7 พิธีกรรม ส่วนนิกายโปรเตสแตนท์ ถือว่า ศีลศักดิ์สิทธิ์ มี 2 ศีล คือ ศีลล้างบาป และศีลมหาสนิท

ศีลในคริสต์ศาสนา มีความหมายต่างกับศีลในพุทธศาสนา ศีลในพุทธศาสนา หมายถึง ข้อฝึกหัด (สิกขา = Training) คือ ฝึกหัด และตั้งใจ (เจตนา, สมาทาน) ว่า จะ (ฝึกหัด) งดเว้นจากการฆ่า การเบียดเบียน การลักขโมย การพูดโกหก หลอกลวง การประพฤติในกาม การดื่มของมึนเมา เป็นต้น ไม่ใช่ข้อห้าม แต่ศีลในคริสต์ศาสนา เชื่อกันว่า เป็นพิธีกรรมพิเศษ ที่พระเยซูทรงกำหนดขึ้น เพื่อยืนยันถึงความช่วยเหลือของพระองค์ สำหรับผู้ที่ทำพิธีกรรมนั้น ๆ ตามโอกาสที่กำหนดไว้

เรื่องของศาสนาคริสต์และเรื่องของพระเยซูสำหรับคนไทยทั่วๆไปนับว่าคลุมเครือเป็นอย่างยิ่ง และนอกเหนือจากความคลุมเครือแล้ว คนไทยเรายังมีทัศนะคติที่ระมัดระวังตัวในการเข้าไปเกี่ยวข้องกับแวดวงของคริสต์ศาสนาอีกด้วย เรากลัวการถูกล้างสมองหรือถูกยัดเยียดความเชื่อที่ขัดต่อระเบียบประเพณีและวัฒนธรรมดั้งเดิมของเราชาวไทยและไทยปนจีน (หรือจีนปนไทย) ที่เราคุ้นเคยกันดี บางคนบอกว่าคนคริสต์ไม่นับถือพ่อแม่และบรรพบุรุษ คนคริสต์นับถือแต่พระเจ้า อะไรๆก็พระเจ้า

การศึกษาแนวทางการปฏิรูปศาสนาฝ่ายโปรเตสแตนต์

การปฏิรูปศาสนาฝ่ายโปรเตสแตนต์ คือขบวนการการปฏิรูปศาสนาที่เริ่มโดย มาร์ติน ลูเทอร์ เมื่อปี ค.ศ. 1517 เพื่อแก้ไขความเสื่อมโทรมของนิกายโรมันคาทอลิก และสถาบันสันตะปาปา มาเสร็จสิ้นลงด้วยสนธิสัญญาสันติภาพเวสต์ฟาเลีย ค.ศ. 1648 ผลจากการปฏิรูป คือการแยกตัวจากนิกายคาทอลิกมาเป็นนิกายโปรเตสแตนต์ การปฏิรูปศาสนาได้ทำให้พวกที่ไม่ต้องการระเบียบแบบแผน และพวกที่มีความคิดเห็นรุนแรงทางศาสนาก่อการจลาจลวุ่นวายขึ้นในปี ค.ศ. 1525 ที่โบฮีเมีย มีทั้งกลุ่มอัศวินต่อสู้กับเจ้านายของตน และพวกชาวนาที่ก่อการปฏิวัติต่อเจ้าของที่ดินโดยต่างยื่นข้อเสนอเรียกร้องสิทธิของตน และกำหนดกฎเกณฑ์เอาตามใจชอบ บ้างก็ขอเสรีภาพในการถือศาสนา ดังนั้นลูเทอร์จึงได้ลุกขึ้นมาสอนให้ประชาชนเคารพประมุข และกฎหมายของรัฐ และต่อต้านการจลาจล โดยถือว่าประมุขของรัฐมีอำนาจอันชอบธรรมในสายตาของศาสนา ที่จะดำเนินการเด็ดขาดกับขบวนการเหล่านี้ เพราะฉะนั้นคำสอนของลักธิลูเทอรันส่งเสริมอำนาจชนชั้นปกครอง

ได้เกิดการปฏิรูปศาสนาไปทั่วยุโรปโดยแบ่งออกเป็นนิกายเป็นโปรเตสแตนต์และโรมันคาทอลิก ซึ่งการปฏิรูปภายในนิกายโรมันคาทอลิกเอง เช่นเกิดคณะเยซูอิดที่เน้นการศึกษาวิทยาการใหม่เพื่อปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อม, การประชุมสังคายนาที่เมืองเทร้นต์ ซึ่งต้องการแก้ไขข้อติดเตียนของขบวนการปฏิรูปศาสนาโปรเตสแตนต์ทั้งหมด แต่ยังเชื่อว่าสิทธิอำนาจมาจากพระคัมภีร์และขนบธรรมเนียมต่างๆที่โบสถ์ ได้รับสืบทอดมาจากเปโตร และยอมรับอำนาจของสันตะปาปาว่ายังมีอยู่ ผลการปฏิรูปนิกายโรมันคาทอลิกทำให้สามารถป้องการการขยายตัวของความนิยมในนิกายโปรเตสแตนต์อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ว่าสันตะปาปาต้องเสียอำนาจในยุโรปไปมาก แต่ก็ยังสามารถรักษาอิทธิพลทางจิตใจเหนือประชากรจำนวนมากของโลกตะวันตกไว้ได้ และสามารถฟื้นฟูความศักดิ์สิทธิของโรมได้จนถึงปัจจุบัน

นิกายโปรเตสแตนต์ส่วนมากยอมรับศีลศักดิ์สิทธิ์เฉพาะศีลล้างบาปและศีลมหาสนิท ส่วนศีลสมรสนั้นการยอมรับขึ้นอยู่กับแต่ละกลุ่มและแต่ละนิกาย พิธีกรรมที่จัดขึ้นสำหรับการรับศีลศักดิ์สิทธิ์ก็แตกต่างจากนิกายคาทอลิค แม้ในกลุ่มของโปรเตสแตนต์เองก็ยังมีความหลากหลายออกไปอีก เช่น การรับศีลล้างบาป บางกลุ่มอาจใช้น้ำเป็นสัญลักษณ์ในการชำระล้าง แต่บางกลุ่มอาจไม่ใช้น้ำเลยก็ได้ พิธีกรรมเหล่านี้จะถูกปรับปรุงให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมจึงมีข้อแตกต่างในรายละเอียด แต่แนวคิดร่วมของการรับศีลนั้นยังคงเชื่อเหมือนกัน

ศาสนาคริสต์ได้ชื่อว่าเป็นศาสนาแห่งความรักเพราะสอนให้มนุษย์มีความรักต่อพระเจ้า

หลักความรัก ศาสนาคริสต์ได้ชื่อว่าเป็นศาสนาแห่งความรัก เพราะสอนให้มนุษย์มีความรักต่อพระเจ้าและมีความรักต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ความรักดังกล่าว หมายถึง ความเมตตา กรุณา เสียสละและการให้อภัยอาณาจักรพระเจ้า เป็นหลักคำสอนที่กล่าวถึงจุดมุ่งหมายสูงสุดของชีวิต ซึ่งชาวคริสต์ทุกคนจะต้องไปให้ถึงคือเข้าไปสู่อาณาจักรพระเจ้าอาณาจักรพระเจ้า หมายถึงอาณาจักรแห่งจิตใจ บุคคลผู้มีใจบริสุทธิ์ อันเกิดจากการปฏิบัติตามหลักคำสอน และมีความศรัทธาต่อพระเจ้าและพระเยซูบุคคลนั้นย่อมเข้าถึงการเป็นบุตรพระเจ้าอย่างแท้จริงและได้เป็นสมาชิกของอาณาจักรอันบริสุทธิ์ของพระองค์หลักคำสอนเรื่องอาณาจักรพระเจ้า  ช่วยให้มนุษย์สร้างศรัทธาขึ้นในจิตใจของตนเพื่อรับฟังคำสั่งสอนปละปฏิบัติได้ถูกต้อง  อาณาจักรพระเจ้าแบ่งออกเป็น  ๒  ส่วนอาณาจักรพระเจ้าบนโลกมนุษย์  คือการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันในชุมชนชาวคริสต์อย่างมีระเบียบและสงบสุข  ผู้ยึดมั่นในหลักคำสอน  และมีศรัทธาในพระเจ้าอย่างเปี่ยมล้นอาณาจักรพระเจ้าบนสวรรค์  ชาวคริสต์ที่ศรัทธาในพระเจ้า  ประกอบแต่คุณงามความดี  เมื่อตายไปวิญญาณจะไปอยู่ร่วมกับพระเจ้าบนสรวงสวรรค์  และมีชีวิตนิรันดรพิธีกรรมทางศาสนาพิธีกรรมทางศาสนาที่สำคัญของศาสนาคริสต์ เรียกว่า พิธีรับศีลศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งนิกายโรมันคาทอลิกกับนิกายออร์โธด็อกซ์จะรับปฏิบัติทั้ง ๗ พิธี

ศีลล้างบาป เป็นพิธีกรรมแรกสำหรับผู้เริ่มนับถือคริสต์ศาสนา ทั้งเด็กทารกแรกเกิดและผู้ใหญ่ เพราะมีความเชื่อว่ามนุษย์มีบาปติดตัวมาตั้งแต่เกิด  โดยบาทหลวงจะเทน้ำลงบนศรีษะ ๓ ครั้ง เพื่อล้างบาปมลทินต่าง ๆ  นิกายโปรเตสแตนต์ เรียกพิธีกรรมนี้ว่า  “ศีลจุ่ม” ศีลกำลัง  เป็นพิธีกรรมที่ทำให้เป็นชาวคริสต์ที่สมบูรณ์ โดยบาทหลวงจะเจิมน้ำมันที่หน้าผากเป็นรูปไม้กางเขน เป็นการยืนยันว่าพระจิตหรือวิญญาณอันบริสุทธิ์ของพระเจ้าได้เสด็จเข้าสู่จิตใจของชาวคริสต์ผู้นั้นแล้วโดยทั่วไป การทำพิธีถือศีลกำลังจะทำเมื่อมีอายุ ๗ ขวบขึ้นไปศีลมหาสนิท  เป็นพิธีกรรมที่ชาวคริสต์จะร่วมกันปฏิบัติที่โบสถ์ทุกวันอาทิตย์เรียกอีกอย่างหนึ่งว่าพิธีมิสซาเพื่อระลึกถึงชีวิตและคำสอนของพระเยซู  ชาวคริสต์จะอดอาหารก่อนเข้าร่วมพิธีหนึ่งชั่วโมง  แล้วจึงสวดมนต์  ต่อจากนั้นจึงรับขนมปังและเหล้าองุ่นจากบาทหลวงมารับประทานศีลแก้บาป ชาวคริสต์จะทำพิธีแก้บาปอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง โดยคุกเข่าและกล่าวคำสารภาพบาปหรือความผิดที่ตนได้กระทำลงไปต่อบาทหลวงเพื่อให้พระเจ้ายกโทษให้ทั้งนี้ต้องตั้งใจแน่วแน่ว่าจะไม่ทำผิดซ้ำอีก

การเผยแผ่ศาสนาคริสต์เข้ามายังประเทศไทย

ศาสนาคริสต์ถือกำเนิดขึ้นในประเทศอิสราเอล แล้วเผยแผ่ไปในยุโรป กลายเป็นศาสนาประจำอาณาจักรโรมัน ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ ๔ จากนั้นได้แพร่หลายออกไปทั่วโลกในยุคอาณานิคม นับแต่คริสต์ศตวรรษที่ ๑๕ เป็นต้นมา คริสตศาสนาได้เข้ามาในยุคจักรวรรดินิยมของชาติมหาอำนาจที่ชอบล่าเมืองขึ้น อันเป็นการแผ่ขยายดินแดนและแสวงหาทรัพยากรให้กับประเทศของตน แต่การที่ชาติมหาอำนาจจะรุกรานไทยดังเช่นประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้นเป็นไปได้ยาก เพราะประเทศไทยในสมัยนั้นมีความเจริญรุ่งเรืองมีกองทหารที่เข้มแข็ง และพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ทรงพระปรีชาสามารถมาก ทำให้ประเทศไทยพ้นจากความเป็นอาณานิคมของชาติมหาอำนาจ

ในประเทศไทยศาสนาคริสต์ได้เข้ามาก่อนเมื่อปี พ.ศ. 2052

คือเข้ามาพร้อมกับมิชชั่นนารีในสมัยอยุธยา โดยบาทหลวงคนแรกชื่อบาทหลวงพอล มิชชั่นนารีที่เป็นที่รู้จักคือหมอบรัดเลย์ผู้นำแท่นพิมพ์เข้ามาในประเทศไทยเป็นคนแรก, หมอแมคคอมิคผู้อุทิศตัวแก่ประชาชนในเมืองเชียงใหม่ และตั้งโรงพยาบาลแมคคอมิคในเมืองเชียงใหม่ มีคริสตจักรต่างๆ เช่น คริสตจักรความหวัง,คริสตจักรใจสมาน, คริสตจักรสามัคคีธรรมกรุงเทพ, คริสตจักรร่มเย็น, คริสตจักรสืบสัมพันธวงศ์, คริสตจักรน้ำพระทัย, คริสตจักรสะพานเหลือง, คริสตจักรไมตรีจิต, คริสตจักรเทียนสั่ง, คริสตจักรอิมมานูเอล, คริสตจักรพระพร, คริสตจักรพระคุณเต็มล้น, คริสตจักรพระกิตติคุณสมบูรณ์, คริสตจักรไทยสามัคคี เป็นต้น ซึ่งการเผยแพร่ศาสนาคริสต์ในประเทศไทยสามารถตั้งศูนย์ศาสนาคริสต์ต่างๆในเชียงใหม่ได้ถึง 2000 กว่าศูนย์

ศาสนาคริสต์ แบ่งออกเป็น 3 นิกายใหญ่ คือ

1.นิกายโรมันคาทอลิก เรียกสั้นๆ ว่า “คาทอลิก” เนื่องมาจากใช้ภาษาละตินเป็นหลัก มีพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16 เป็นประมุขสูงสุด เป็นองค์ที่ 265 และมีพระคาร์ดินัล พระสังฆราช พระสงฆ์ นักบวช ปกครองและเผยแผ่ศาสนา และมีศูนย์กลางที่กรุงโรม มีคณะนักบวชทั้งชายและหญิง ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อทำตามวัตถุประสงค์ของแต่ละคณะ

2.นิกายออร์โธดอกซ์ ส่วนใหญ่จะยึดพิธีกรรมแบบดั้งเดิม ใช้ภาษากรีก ส่วนใหญ่อยู่ในรัสเซีย กรีก มีผู้นำสูงสุดของแต่ละประเทศ เรียกว่า พระอัยกา (Patriarch) เช่น พระอัยกาแห่งรัสเซีย พระอัยกาแห่งคอนสแตนติโนเปิล เป็นต้น ไม่มีผู้นำสูงสุดระดับสากล ในประเทศไทยยังไม่มีอย่างเป็นทางการ

3.นิกายโปรเตสแตนต์ ประกอบด้วยนิกายย่อยๆ อีกเป็นจำนวนมาก และมีความแตกต่างกันหลักๆ คือ ด้านการปกครอง แต่ละนิกายมีอิสระต่อกัน ส่วนใหญ่เป็นฆราวาสทำหน้าที่ประกาศศาสนาในประเทศไทย ในวัดคาทอลิกจะมีรูปพระเยซู รูปแม่พระ รูปนักบุญต่างๆ ส่วนวัดโปรเตสแตนต์จะมีไม้กางเขนเป็นสัญลักษณ์ และส่วนใหญ่ไม่มีพระรูปพระเยซูเจ้าถูกตรึงอยู่บนไม้กางเขนนั้น เพราะเชื่อว่า พระองค์ทรงกลับคืนพระชนมชีพ และเสด็จขึ้นสวรรค์แล้ว

การเผยแผ่ศาสนาคริสต์ในอดีต

ศาสนาคริสต์เกิดในประเทศปาเลสไตน์ เมื่อประมาณ  พ.ศ.  ๕๔๓ 

โดยคิดตามปีเกิดของพระเยซูผู้เป็นศาสดา เป็นศาสนาที่วิวัฒนาการมาจากศาสนายิว เพราะทั้งสองศาสนาต่างนับถือพระเจ้าองค์เดียวคือพระเยโฮวาห์ และยอมรับนับถือคัมภีร์พันธสัญญาเดิมของศาสนายิว แม้พระเยซูเองก็ไม่เคยประกาศตั้งศาสนาคริสต์ มีแต่บอกว่าท่านนับถือศาสนายิว การที่ท่านเที่ยวสั่งสอนธรรมต่างๆก็เพื่อทำให้ศาสนายิวมีความสมบูรณ์ขึ้นเท่านั้น ศาสนาคริสต์พึ่งเกิดขึ้นและนำมาใช้หลังจากพระเยซูสิ้นชีพแล้ว มีสาเหตุจากเนื่องจากความโกรธแค้นของเหล่าพระสาวกที่ศรัทธาในพระเยซูที่เห็นท่านถูกใส่ร้ายจากพวกหัวเก่าที่นับถือศาสนายิวจนเสียชีวิตทั้งๆที่ไม่มีความผิด รวมกับความศรัทธาที่เกิดมาจากการได้ฟังข่าวการฟื้นคืนชีพของพระเยซูจึงพากันแยกตัวออกจากศาสนายิว โดยตั้งชื่อศาสนาใหม่ว่า ศาสนาคริสต์ โดยนักบวชเซนต์ปอล เป็นผู้ตั้งขึ้น

พระเยซูในวัยเด็กนั้นมีจิตใจที่ใฝ่ในธรรม มีความชอบใจที่จะพูดถึงเรื่องธรรมกับนักศาสนา ครั้นมีอายุได้ 30 ปี จึงรับบัพติศมา หรือการรับศีลล้างบาปจากยอห์น ซึ่งเป็นนักบุญในสมัยนั้น การรับศีลล้างบาปนี้กระทำที่แม่น้ำจอร์แดน ต่อมาพิธีนี้ได้กลายเป็นพิธีศักดิ์สิทธิ์ของชาวคริสต์ทุกคนที่จะต้องกระทำเพื่อประกาศตนเป็นคริสต์ศาสนิกชน หลังจากนั้นพระเยซูได้ออกเทศนาทั่วประเทศเพื่อประกาศข่าวดีอันเป็นหนทางแห่งความรอดพ้นจากบาปไปสู่ชีวิตนิรันดร์ การประกาศศาสนาของพระเยซูนั้นไม่ใช่เพื่อล้มล้างศาสนายูดาย แต่เป็นการปฏิรูปศาสนาเดิมให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยเน้นความรักต่อพระเจ้าและความรักต่อเพื่อนมนุษย์

ในสมัยที่พระเยซูยังมีชีวิตอยู่

ศาสนาคริสต์เจริญเติบโตแพร่หลายไปได้น้อยมาก เพราะมีผู้คอยขัดขวางทำลายล้างพระเยซูเองก็มีเวลาเป็นศาสดาเพียง  ๓  ปีเท่านั้นก็สิ้นชีพแล้ว โดยการเผยแผ่ศาสนาอย่างจริงจังของเหล่าพระสาวกและผู้นับถือศาสนาคริสต์มีความเจริญแพร่หลายมากที่สุดในสมัยพระเจ้าคอนสแตนตินที่ทรงเลื่อมใสและอุปถัมภ์ค้ำชูศาสนาคริสต์ทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นการก่อสร้างศาสนาสถาน การออกกฎหมายมิลานในปี  ค.ศ.  ๓๑๓  ให้สำนักวาติกันเป็นรัฐอิสระปกครองตนเองไม่ต้องขึ้นกับการปกครองของฝ่ายอาณาจักรฝ่ายอาณาจักรจะเข้าไปแทรกแซงกิจการในศาสนาจักรไม่ได้  ให้สันตะปาปามีอำนาจเท่าราชามีอำนาจปกครองศาสนาจักรทั้งปวงทรงนำไม้กางเขนมาเป็นสัญลักษณ์ของศาสนาคริสต์และสิ่งที่ทำให้ศาสนาคริสต์ได้รับความนับถือมากที่สุด คือในปี ค.ศ.๓๒๕ ทรงออกกฎหมายให้ทุกคนนับถือศาสนาคริสต์เท่านั้น

การศึกษาเรียนรู้ทำความเข้าใจในศาสนาคริสต์ กับหลักคำสอน

ศาสนาคริสต์เป็นศาสนาที่เกิดขึ้นในทวีปเอเชีย และเผยแพร่อย่างรุ่งโรจน์ในโลกตะวันตก ประวัติศาสตร์ของศาสนามีความยาวนานสืบทอดมาแต่ศาสนายิว แต่ก็ได้รับการต่อต้านจากศาสนายิวในช่วงของการเผยแพร่ศาสนา คือ ในสมัยที่พระเยซูออกสั่งสอนประชาชน อย่างไรก็ตามศาสนาคริสต์ยังคงยืนหยัดต่อสู่กระแสต้านของสังคมตะวันตกในสมัยนั้นมาได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้เพราะ นักเผยแพร่ศาสนาคริสต์มีจิตใจศรัทธาพระเจ้าอย่างเด็ดเดี่ยว มุ่งมั่นและเต็มเปี่ยมไปด้วยความ เสียสละ จึงประสบความสำเร็จอย่างสูง ทำให้พวกตะวันตกในสมัยต่อมาได้เข้าสู่กระแสศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้า
ศาสนาคริสต์ได้เข้ามามีอิทธิพลในความรู้สึกนึกคิดและจิตใจของชาวโลกตะวันตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยกลางของยุโรป ศาสนจักรได้เข้ามามีบทบาทแทนอาณาจักรโรมันทั้งในด้านศาสนา การเมือง การปกครอง ประเพณีและวัฒนธรรม พระสันตะปาปาได้รับการยกย่องให้เป็นราชาแห่งราชาทั้งหลาย มีอำนาจเต็มที่ในการกำหนดบทบาทวิถีชีวิตของคนในสมัยนั้น ต่อมาในตอนปลายยุคกลางสืบต่อจนกระทั่งยุคแห่งวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ แม้นว่าศาสนจักรจะถูกลดบทบาททางการเมืองและการปกครอง แต่ศาสนาคริสต์ยังคงมีอิทธิพลครอบคลุมทั่วทั้งทวีปยุโรป อเมริกา และอาฟริกา ในปัจจุบันซึ่งเป็นยุคแห่งข้อมูลข่าวสาร ศาสนาคริสต์ยังเป็นที่ยอมรับของสังคมโดยทั่ว ๆ ไปในฐานะ ที่เป็นศาสนาหนึ่ง ซึ่งมีผู้นับถือมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ของโลก

ศาสนาคริสต์ถือว่าความรักคือสิ่งสูงสุด คือทุกสิ่ง คือพระลักษณะของพระเจ้า คือพระเจ้า พระเจ้าคือความรัก ความรักของพระองค์ไม่มีที่สิ้นสุด ความรักย่อมอดทนนาน และกระทำคุณให้ ความรักไม่อิจฉา ไม่อวดตัว ไม่หยิ่งผยอง ไม่หยาบคาย ไม่คิดเห็นแก่ตนเองฝ่ายเดียว ไม่ฉุนเฉียว ไม่ช่างจดจำความผิด ไม่ชื่นชมยินดีในการประพฤติผิด แต่ชื่นชมยินดีในความประพฤติชอบ ความรักให้ทนได้ทุกอย่าง แม้ความผิดของคนอื่น และเชื่อในส่วนดีของเขาอยู่เสมอ และมีความหวังอยู่เสมอ และทนต่อทุกอย่าง ความรักไม่มีวันสิ้นสุด เปรียบเสมือนความรักที่พระเยซูมีต่อเรา โดยลงมาตายบนไม้กางเขน ที่หาค่าไม่ได้ และไม่ต้องการสิ่งใดตอบแทน พระเยซูทรงเป็นพระเจ้าที่ปรารถนาจะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้กลับคืนดีกับเราอีก นอกจากนี้ ความรักเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ไม่มีรักใดจะยิ่งใหญ่กว่านี้อีก คือการที่ผู้หนึ่งผู้ใดจะสละชีวิตของตนเพื่อมิตรสหายของตน” และเหตุฉะนั้นจึงตั้งอยู่ 3 สิ่ง ความเชื่อ ความหวังใจและความรัก แต่ความรักยิ่งใหญ่ที่สุด นอกจากนั้นพระคัมภีร์ยังเตือนว่าการมีทุกสิ่งทุกอย่างนั้นก็ดี แต่ถ้าหากปราศจากความรักแล้วจะมีคุณค่าก็หามิได้เลย แม้ข้าพเจ้าจะพูดภาษาแปลกๆที่เป็นภาษามนุษย์หรือทูตสวรรค์ได้ แต่ไม่มีความรัก ข้าพเจ้าเป็นเหมือนฆ้องหรือฉาบที่กำลังส่งเสียง แม้ข้าพเจ้าจะเผยพระวจนะได้ จะรู้ความล้ำลึกทุกอย่างและมีความรู้ทั้งสิ้น และแม้จะมีความเชื่อมากยิ่งที่จะย้ายภูเขาไปได้ แต่ไม่มีความรัก ข้าพเจ้าก็ไม่มีค่าอะไรเลย แม้ข้าพเจ้าจะบริจาคสิ่งของของข้าพเจ้าทุกอย่างหรือยอมให้เอาตัวไป เผาไฟ(สำเนาโบราณบางฉบับว่า เอาตัวไปเพื่อข้าพเจ้าจะอวดได้) แต่ไม่มีความรัก ก็จะไม่เป็นประโยชน์กับข้าพเจ้า … ความรักไม่มีวันเสื่อมสูญ แม้การเผยพระวจนะก็จะเสื่อมสลายไป แม้การพูดภาษาแปลกๆก็จะเลิกพูดกัน แม้วิชาความรู้ก็จะเสื่อมสลายไป