Category Archives: การศึกษา

ความสวยงามของโบสถ์วัดแม่พระปฏิสนธินิรมล นิกายโรมันคาธอลิก

fadc8ca05462f530de861688f624c804โบสถ์วัดแม่พระปฏิสนธินิรมล หรือโบสถ์คริสต์เมืองจันทร์ เป็นโบสถ์คริสต์นิกายโรมันคาทอลิกหนึ่งเดียวในอำเภอเมืองจันทบุรี วัดคาทอลิกแห่งนี้นับเป็นวัดขนาดใหญ่ที่มีความเก่าแก่ยืนหยัดผ่านกาลเวลามากว่าศตวรรษ และมีความงดงามมากที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศ ผู้ที่สนใจสามารถไปเที่ยวชมโบสถ์วัดแม่พระปฏิสนธินิรมลได้ที่ในย่านท่าหลวงหรือชุมชนตลาดล่าง ที่นับว่าเป็นหนึ่งในย่านที่เก่าแก่ของเมืองจันท์ สามารถเดินทางเข้าทางเดียวกับวัดไผ่ล้อม เมื่อถึงวัดไผ่ล้อมแล้วเดินทางต่อไปอีกราว 1 กิโลเมตร หรือจากตัวเมืองเดินทางข้ามสะพานวัดจันท์ไปตามถนนจันทนิมิตรจะพบทางแยกขวาไปโบสถ์คาทอลิก เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 06.00-07.00 น. และ 18.00-19.45 น.

เป็นวัดที่มีประวัติการสร้างยาวนานถึง 275 ปี ซึ่งได้มีการสร้างครั้งแรกในปี พ.ศ. 2254 บนฝั่งตะวันตกของเม่น้ำจันทบุรี โพยคุณพ่อเฮิ้ต โตแลนติโน และบรรดาคาทอลิกชาวญวน จนถึงปี พ.ศ. 2377 ได้มีการย้ายวัดมาสร้างบนฝั่งตะวันออกของเม่น้ำจันทบุรี อันเป็นสถานที่ตั้งปัจจุบัน โดยมิได้มีการบันทึกถึงสาเหตุของการย้ายแต่ประการใด และในปี พ.ศ. 2446 ได้ก่อสร้างวัดหลังปัจจุบันขึ้นให้มีขนาดใหญ่กว่าวัดหลังเก่าเพื่อรองรับกับจำนวนคริสตศาสนิกชนที่เพิ่มมากขึ้น โดยมีลักษณะเป็นสถาปัตยกรรมตะวันตกแบบโกธิค ซึ่งจำลองแบบมาจากโบสถ์น็อตเตอร์ดามในประเทศฝรั่งเศส เดิมมีหลังคาเป็นยอดแหลม แต่ได้มีการรื้อส่วนแหลมออกในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อไม่ให้เป็นเป้าหมายในการโจมตีทางอากาศ

โบสถ์วัดแม่พระปฏิสนธินิรมล ตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกับโรงเรียนสตรีมารดาพิทักษ์ เป็นโบสถ์คริสต์นิกายโรมันคาธอลิก มีลักษณะตามศิลปะแบบโกธิก เดิมมีหลังคาเป็นยอดแหลมแต่ได้มีการรื้อส่วนแหลมออกในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อไม่ให้เป็นเป้าหมายในการโจมตีทางอากาศ มีการตกแต่งโบสถ์ไม้ฉลุลายประดับกระจกสีเป็นรูปนักบุญในศาสนาคริสต์ รูปปั้นพระแม่มารีสีหน้าสงบ เปี่ยมประกายเมตตา ยืนอยู่หน้าวิหารทรงโกธิกซึ่งดูยิ่งใหญ่ หากภายในกลับมีแต่ความสงบเย็นและงดงามด้วยศิลปะตกแต่งแบบยุโรป อาคารอันงดงามนี้ยืนหยัดผ่านกาลเวลามากว่าศตวรรษ โบสถ์แม่พระปฏิสนธิจึงมิเพียงเป็นโบสถ์ที่สวยงามที่สุดเท่านั้น หากยังเป็นศูนย์รวมศรัทธาของผองชาวคริสต์ทั้งปวง มิเพียงเฉพาะเมืองจันทบูรแต่ครอบคลุม ไปทั่วฝั่งทะเลตะวันออกเลยทีเดียว

พิธีล้างบาปตามความเชื่อของศาสนาคริสต์

Jan 11, 2015 - The Solemnity of the Baptism of the Lord_1พิธีศีลล้างบาปเป็นพิธีศักดิ์สิทธิ์ในศาสนาคริสต์ ทำขึ้นเพื่อรับผู้ที่เพิ่งรับเชื่อเข้าเป็นสมาชิกใหม่ของคริสตจักร ซึ่งขั้นตอนและพิธีกรรมนั้นตามความเชื่อของศาสนาคริสต์เชื่อกันว่าผู้นับถือศาสนาคริสต์ทุกคนต้องผ่านพิธีศีลล้างบาปเสียก่อนจึงจะเป็นชาวคริสต์ที่สมบูรณ์ การรับศีลล้างบาปรับได้ครั้งเดียวเท่านั้นแล้วไม่ต้องรับอีกจนตลอดชีวิต ซึ่งขั้นตอนคือผู้ที่เข้าพิธีต้องจุ่มตัวลงไปในน้ำจนมิด แสดงถึงการถูกฝังร่วมกับพระคริสต์ จากนั้นจึงโผล่ขึ้นมาจากน้ำแสดงถึงการฟื้นคืนพระชนม์ ซึ่งพิธีดังกล่าวใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง แม้ผู้ที่ผ่านพิธีศีลล้างบาปแล้วจะเปลี่ยนไปนับถือศาสนาอื่น และต่อมาได้กลับมานับถือศาสนาคริสต์อีกก็ไม่ต้องรับศีลล้างบาปอีกแล้ว ส่วนที่เรียกว่าศีลล้างบาปเพราะคริสตศาสนาเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนมีบาปติดตัวมาตั้งแต่เกิดเรียกว่าบาปกำเนิด บาปนี้ติดมาจากบรรพบุรุษซึ่งตามพระคัมภีร์เก่าว่ามาจากมนุษย์คู่แรกคืออาดัมและอีฟ

การรับศีลนี้เป็นการแสดงสัมพันธภาพระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ อันเป็นการแสดงความมั่นคงทางจิตใจ หรือเป็นการรับพระจิตให้มาอยู่ในตน ดังนั้นผู้ที่จะเข้ารับศีลนี้ควรอยู่ในวัยที่รู้เหตุผล นั่นคือมีอายุประมาณ 9-14 ปี ในการโปรดศีลกำลังเป็นศีลที่พระศาสนจักรอัญเชิญพระจิตเจ้าเสด็จลงมาเหนือผู้รับ และประทานพระพรพิเศษให้ผู้รับ และประทานพระพิเศษให้ผู้รับได้มีพลังและปรีชญาณในการทำหน้าที่ของคริสตชน ในฐานะที่มีภารกิจร่วมกับพระเยซูคริสต์ผู้ทรงเป็น สงฆ์ ประกาศก และกษัตริย์ เหมือนสมัยอัครสาวก

พิธีล้างบาปสืบเนื่องมาจากความเชื่อของพวกอิสราเอลนับตั้งแต่ยุคพันธสัญญาเดิมที่เชื่อกันว่าการชำระล้างด้วยน้ำเป็นเครื่องหมายของการชำระทางจิตใจ การทำบัพติศมาหรือการทำพิธีล้างบาปนี้ นักบุญจอห์นเคยทำให้กับพระเยซูที่แม่น้ำจอร์แดนและพระเยซูเคยมีคำสั่งให้ผู้ที่จะเป็นสาวกนั้นต้องรับศีลล้างบาปในนามของพระบิดา พระบุตร และพระจิต ชาวคริสต์นับตั้งแต่ยุคแรกจนถึงปัจจุบันนี้จึงได้ถือปฏิบัติตามกันมา เพราะเชื่อว่าเป็นการชำระตนให้บริสุทธิ์จากบาป ยืนยันความเชื่อในพระคริสต์เจ้าผู้ทรงคืนชีพ ศีลล้างบาปเป็นศีลแรกที่ทุกคนต้องรับเพื่อที่จะเป็นสมาชิกของพระศาสนจักร คนที่จะรับศีลนี้ต้องแน่ใจว่าจะละทิ้งหนทางที่ไร้ความรัก ความเมตตาต่อมนุษยชาติ และหันมารับเอาหนทางของพระเยซูคริสต์

ศาสนาคริสต์ เป็นศาสนาแห่งสัมพันธภาพระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์

ศาสนาคริสต์ มีจุดเริ่มต้นที่พระเจ้าทรงเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่ง เชื่อว่ามีพระเจ้าเที่ยงแท้แต่พระองค์เดียว ทรงเป็นผู้สร้างโลก จักรวาล สรรพสัตว์ สรรพสิ่งทั้งปวง และมนุษย์เป็นผู้สูงสุดของสิ่งทรงสร้าง คือ เป็นพระฉายาของพระเจ้า ประกอบด้วยความรัก ความดี มีมโนธรรมในจิตสำนึกแห่งจิตวิญญาณ

ศาสนาคริสต์ เป็นศาสนาแห่งสัมพันธภาพระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ ตั้งแต่มนุษย์คู่แรกของโลกที่พระองค์ทรงสร้าง คือ อาดัมและเอวา พระองค์ทรงอำนวยพระพรและทรงประทานสิทธิอำนาจให้เป็นผู้ปกครองดูแลโลกนี้ขยายพงศ์พันธุ์ไปทั่วโลก มีลูกมีหลานสืบทอดกันมาจวบจนปัจจุบันราว ๒, ๐๐๐ ปีก่อนคริสตกาล พระเจ้าทรงเรียกชายผู้หนึ่งมีนามว่า อับราฮัม เป็นผู้มีจิตใจศรัทธาในพระเป็นเจ้าให้ดำเนินชีวิตในทางชอบธรรมและดีงาม สัญญาว่าจะอวยพรแก่เขาให้เป็นบรรพชนของชนชาติใหญ่ อับราฮัมมีบุตรชื่อ อิชมาเอลและอิสอัค เชื้อสายทางอิสอัค มียาโคบ ( อิสราเอล) เป็นบิดาของคน ๑๒ ตระกูล ต่อมา ทั้งหมดย้ายไปตั้งถิ่นฐานในประเทศอียิปต์จนมีพงศ์พันธุ์มากมายเป็นชาติเรียกว่า ชาวฮีบรู หรือ ( ชาวยิว) ขณะที่ชาวฮีบรูอาศัยอยู่ในประเทศอียิปต์รวมเวลากว่า ๔๐๐ ปี ฟาโรห์กษัตริย์อียิปต์ได้ใช้ให้ชนชาวฮีบรูทำงานเยี่ยงทาส ต่อมา พระเจ้าได้ทรงเรียกโมเสสให้เป็นผู้ปลดปล่อยชาวฮีบรูให้พ้นจากการเป็นทาสในประเทศอียิปต์ พวกเขาได้อพยพมาตั้งถิ่นฐานในดินแดนใหม่ เรียกว่า แผ่นดินคานาอัน ( อิสราเอลในปัจจุบัน) ชาวยิวตั้งรกรากในแผ่นดินใหม่ในฐานะประเทศอิสราเอล มีกษัตริย์องค์แรกชื่อ ซาอูล ต่อมา ดาวิด ซาโลมอน และเชื้อสายปกครองเรื่อยมา อิสราเอลเคยตกเป็นเชลยแก่อาณาจักรอัสซีเรีย ( ก่อนคริสต์ศักราช ปี ๗๒๒) อาณาจักรบาบิโลน ( ก่อนคริสต์ศักราช ปี ๕๘๖) อาณาจักรเปอร์เซีย อาณาจักรกรีก และอาณาจักรโรมัน เป็นลำดับมาชาวฮีบรูรอคอยพระผู้ช่วยให้รอด ( พระเมสสิยาห์) โดยเชื่อว่า พระเจ้าจะประทานบุคคลนั้นมาช่วยพวกเขาปลดแอกจากการครอบครองของพวกศัตรู คือ พวกโรมันในขณะนั้น จนกระทั่งเมื่อได้เวลาครบกำหนด ( กาลาเทีย ๔: ๔) พระเจ้าได้ทรงเสด็จมาบังเกิดเป็นมนุษย์ เป็นพระเมสสิยาห์ เป็นองค์พระผู้ช่วยให้รอดของมนุษย์โลก คือ “ พระเยซูคริสต์เจ้า” นั่นเอง

ฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่นับถือศาสนาคริสต์มากที่สุดในเอเชีย

PHILIPPINES-VATICAN-RELIGION-POPEฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่ประกอบด้วยเกาะจำนวน 7,107 เกาะ ตั้งอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิก ห่างจากเอเชียแผ่นดินใหญ่ทางตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 100 กม.และมีลักษณะพิเศษคือเป็นประเทศเพียงหนึ่งเดียวที่มีพรมแดนทางทะเลที่ติดต่อระหว่างกันยาวมากที่สุดในโลก นิวสเปน (พ.ศ. 2064-2441) และสหรัฐอเมริกา (พ.ศ. 2441-2489) ได้ครองฟิลิปปินส์เป็นอาณานิคมเป็นเวลา 4 ศตวรรษ และเป็นสองอิทธิพลใหญ่ที่สุดต่อวัฒนธรรมของฟิลิปปินส์ หลังจากนั้นนักบวชศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกได้แปรศาสนาของชาวเกาะทั้งหมดให้หันมานับถือศาสนาคริสต์ ปัจจุบันร้อยละ 92 ของชาวฟิลิปปินส์ทั้งหมดนับถือศาสนาคริสต์ โดยร้อยละ 83 นับถือนิกายโรมันคาทอลิก และร้อยละ 9 เป็นนิกายโปรเตสแตนต์ ฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่มีประชากรนับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกอันดับ 4 ของโลก นิกายโปรเตสแตนต์อันดับ 13 ของโลก ศาสนาอิสลามอันดับที่ 40 ของโลก ศาสนาฮินดูอันดับที่ 7 ของโลก และพระพุทธศาสนาอันดับที่ 17 ของโลก

นิกายโรมันคาธอลิค เป็นนิกายที่สเปนนำเข้ามเผยแพร่ในฟิลิปปินส์ ในระหว่างที่สเปญปกครองฟิลิปปินส์ คนฟิลิปปินส์ให้การยอมรับนับถือนิกายนี้มาก และศาสนาคริสต์มีอิทธิพลในวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของชาวฟิลิปปินส์มาก นอกจากนี้การนับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาธอลิคยังสามารถมีสิทธิในการยกเว้นภาษีและได้รับผลประโยชน์อื่นๆอีกด้วย เพราะบาทหลวงจะเป็นผู้คอยปกป้องบุคคลเหล่านั้นตลอดเวลา ด้วยสาเหตุดังกล่าวคริสตศาสนาจึงเป็นศาสนาประจำชาติของฟิลิปปินส์ในปัจจุบัน หลังจากที่สหรัฐฯ เข้ามามีบทบาทในการปกครองฟิลิปปินส์แล้ว สหรัฐฯได้ให้สิทธิและเสรีภาพแก่ชาวฟิลิปปินส์อย่างมาก และเปิดโอกาสให้ประชาชนมีเสรีภาพในการนับถือศาสนาและได้นำเอานิกายโปรเตสแตนท์เข้ามาเผยแพร่ในฟิลิปปินส์ด้วย

ชาวตะวันตกที่เดินทางเข้ามายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยมีแรงจูงใจ

–เพื่อแสวงผลประโยชน์ทางการค้า เนื่องจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อุดมไปด้วยเครื่องเทศ พริกไทย และสินค้าจากป่า ซึ่งเป็นสินค้าที่ชาติตะวันตกมีความต้องการสูง
–เพื่อต้องการคุมเส้นทางทางการค้าจากตะวันตกสู่ตะวันออกโดยแข่งกับพวกมุสลิม โดยเน้นเส้นทางการค้าทางทะเลระหว่างจีนและอินเดีย ก็ยังมีแรงจูงใจในเรื่องการเผยแพร่ศาสนาและอุดมการณ์ทางการเมือง
–เพื่อต้องการเผยแพร่ศาสนาไปในดินแดนไกลๆควบคู่ไปกับการทำการค้า เป็นนัยยะสำคัญเพื่อให้ปกครองคนพื้นเมืองให้ง่ายขึ้น แต่ก็มีปัญหาการต่อต้านมากมายจากชนพื้นเมือง
–สันตะปาปาที่กรุงโรม ทรงมีนโยบายสนับสนุนกษัตริย์ของประเทศในยุโรป ซึ่งนับถือคริสต์ศาสนานิกายโรมันคาทอลิก โดยเฉพาะโปรตุเกส สเปน และฝรั่งเศส ให้ส่งมิชชันนารีเดินทางไปเผยแพร่ศาสนาในต่างแดน
–เผยแพร่อุดมการณ์ทางการเมือง เพราะมีความเชื่อมั่นว่าตนเป็นชาติที่เจริญแล้ว เป็นหน้าที่หลักของคนผิวขาวที่จะนำพาความเจริญสู่คนพื้นเมือง
–ในคริสศตวรรษที่ ๑๘ ชาติตะวันตกมีความตื่นตัวในการพัฒนาอุตสาหกรรม จึงมีความต้องการวัตถุดิบ และตลาดในการระบายสินค้าเพื่อตอบสนองให้เพียงพอต่อความต้องการที่สูงขึ้น

การเผยแพร่ศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกในประเทศไทย

ศาสนาคริสต์ถือเป็นศาสนาที่มีประวัติการเผยแผ่มายาวนานหลายศตวรรษและมีความสำคัญต่อบริบทการเปลี่ยนทางสังคมหลายด้านไม่ว่าจะเป็นการแพทย์ วิทยาศาสตร์ และการศึกษา สำหรับสาระและพัฒนาการทางศาสนาสำหรับประเทศไทยนั้น คริสต์ศาสนาเผยแผ่ครั้งแรกในประเทศไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยา ช่วงรัชสมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชา ตรงกับประมาณ พ.ศ.2127 โดยคณะแรกที่เข้ามาแบ่งเป็น 3คณะใหญ่คือ คณะโดมินิกัน(Dominican) คณะฟรังซิสกัน(Franciscan) และคณะเยซูอิต(Jesuit) สำหรับบาทหลวงที่มาประจำในประเทศส่วนใหญ่จะเป็นชาวโปรตุเกส ในช่วงแรกศาสนาคริสต์ถูกกีดกันเป็นอย่างมากด้วยเหตุผลหลายๆประการ มิชชันนารีในสมัยนั้นจึงนิยมเผยแผ่ศาสนาและปฏิบัติศาสนกิจต่างๆให้เฉพาะกับคนชาติเดียวกันเท่านั่น

ฝรั่งเศส เข้ามาได้เมืองขึ้นในอินโดจีน เช่น เวียดนาม กัมพูชา ลาว โดยลักษณะเดียวกับโปรตุเกสและสเปน คือล่าเมืองขึ้นและเผยแพร่ศาสนาพร้อมกัน แต่ไม่ประสบผลสำเร็จนัก ทำให้อิทธิพลของศาสนาคริสต์ในกลุ่มประเทศนี้มีน้อย อาจเพราะการมุ่งผลทางการเมืองและเศรษฐกิจของผู้ปกครองจักรวรรดินิยมทั้งก่อนหน้าและขณะนั้น ทำให้จุดมุ่งหมายที่ดีงามทางศาสนาถูกผู้คนในประเทศพื้นเมืองตั้งทัศนคติว่ามีเจตนาแอบแฝงเสียส่วนใหญ่ ไม่ว่ามิชชันนารีจะมีเจตนาแอบแฝงจริงหรือไม่ก็ตาม ขณะที่ประเทศไทยรอดพ้นจากการเป็นเมืองขึ้น ส่วนหนึ่งอาจเพราะการเปิดเสรีในการเผยแพร่ศาสนา ทำให้ลดความรุนแรงทางการเมืองลง

ศาสนาคริสต์ที่เผยแพร่ในไทยเป็นครั้งแรกตรงกับสมัยกรุงศรีอยุธยา ตั้งแต่รัชสมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชา ประมาณ พ.ศ. 2127 (ค.ศ. 1584) โดยนิกายแรกที่เข้ามาเผยแพร่คือนิกายโรมันคาทอลิก ซึ่งมีทั้งคณะดอมินิกัน คณะฟรันซิสกัน และคณะเยสุอิต บาทหลวงส่วนมากมาจากโปรตุเกส

ระยะแรกที่ยังถูกปิดกั้นทางศาสนา มิชชันนารีจึงเน้นการดูแลกลุ่มคนชาติเดียวกัน กระทั่งรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ประเทศไทยได้มีสัมพันธภาพอันดีกับฝรั่งเศส ตรงกับรัชสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ทำให้มีจำนวนบาทหลวงเข้ามาเผยแพร่ศาสนามากขึ้น และการแสดงบทบาททางสังคมมากขึ้น บ้างก็อยู่จนแก่หรือตลอดชีวิตก็มี ด้านสังคมสงเคราะห์ มีการจัดตั้งโรงพยาบาล ด้านศาสนา มีการตั้งเซมินารีคริสตัง เพื่อผลิตนักบวชพื้นเมือง และมีการโปรดศีลอนุกรมให้นักบวชไทยรุ่นแรก และจัดตั้ง คณะรักกางเขน เมื่อสิ้นรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชแล้ว ศาสนาคริสต์กลับไม่ได้รับความสะดวกในการเผยแพร่ศาสนาเช่นเดิม เพราะถูกจำกัดขอบเขต ถูกห้ามประกาศศาสนา ถูกห้ามเขียนหนังสือศาสนาเป็นภาษาไทย และภาษาบาลี ประกอบกับพม่าเข้ามารุกรานประเทศไทย บาทหลวงถูกย่ำยี โบสถ์ถูกทำลาย มิชชันนารีทั้งหลายรีบหนีออกนอกประเทศ การเผยแพร่ศาสนาคริสต์ยุติในช่วงเสียเอกราชให้พม่า

เมื่อเข้าสู่ราชวงศ์จักรีแล้ว ชาวคริสต์อพยพเข้ามามากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงเปิดเสรีการนับถือศาสนา และทรงประกาศพระราชกฤษฎีกา ให้ทุกคนมีสิทธิในการนับถือศาสนาใดก็ได้ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แม้ว่าสัมพันธภาพระหว่างไทยกับฝรั่งเศสไม่ดีนัก แต่พระองค์ก็ทรงรับรองมิสซังโรมันคาทอลิกเป็นนิติบุคคล

ด้านสังคมสงเคราะห์ในรัชสมัยนี้ พระราชทานเงินทุนในการก่อสร้างโรงเรียน เกิดโรงเรียนอัสสัมชัญ ในพ.ศ. 2420 (ค.ศ.1877) ภายหลังเกิดโรงเรียนอีกหลายแห่ง เช่น โรงเรียนอัสสัมชัญคอนแวนต์ โรงเรียนเซนต์ฟรังซีสเซเวียร์ และโรงเรียนพยาบาลเซนต์หลุยส์